ภัยพิบัติธรรมชาติ
ภัยพิบัติธรรมชาติ (Natural
Disasters) หมายถึง
เหตุการณ์ที่อาจเกิดจากธรรมชาติ
หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน
ประเภทของภัยพิบัติ แบ่งได้เป็น10 ประเภท
คือ
1). การระเบิดของภูเขาไฟ (Volcano Eruptions)
2). แผ่นดินไหว (Earthquakes)
3). คลื่นใต้น้ำ (Tsunamis)
4). วาตภัย
หรือภัยจากพายุในรูปแบบต่าง ๆ (Various Kinds of storms) คือ
ก. พายุแถบเส้น Tropics ที่มีแหล่งกำเนิดในมหาสมุทร
(Tropical
Cyclones)
ข.
พายุหมุนที่มีแหล่งกำเนิดบนบก (Tornadoes)
ค. พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorms)
5). อุทกภัย (Floods)
6). ภัยแล้ง หรือทุพภิกขภัย (Droughts)
7). อัคคีภัย (Fires)
8). ดินถล่ม และโคลนถล่ม (Landslides
and Mudslides)
9). พายุหิมะและหิมะถล่ม (Blizzard and
Avalanches)
10). โรคระบาดในคนและสัตว์ (Human
Epidemics and Animal Diseases)
ภัยข้างต้นนั้นพิจารณาจากสภาพความรุนแรงของความเสียหายเกิดผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก
หรือการไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้า
ส่วนภัยที่รู้ล่วงหน้าเพราะเกิดขึ้นเป็นปกติตามธรรมชาติว่าจะเริ่มและสิ้นสุดเมื่อใด
เช่น อากาศหนาว หรือภัยที่ไม่ส่งผลกระทบรุนแรงและสามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น
คลื่นความร้อน ฟ้าผ่า โดยหลักสากลภัยจำพวกนี้ไม่ถือเป็นภัยพิบัติ
ตัวอย่างเช่น
อุทกภัย (Flood) หมายถึง อันตรายจากน้ำท่วม
ภัยแล้ง (Droughts) หมายถึงสภาวะที่มีฝนน้อยหรือไม่มีฝนเลยในช่วงเวลาหนึ่ง
ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำของพืช ณ ช่วงเวลาต่างๆ
วาตภัย (Storms) หมายถึง ภัยที่เกิดขึ้นจากพายุลมแรง
จนทำให้เกิดความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้าง
สำหรับในประเทศไทยวาตภัยหรือพายุลมแรงมีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือ
1)พายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclone) ได้แก่ ดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน พายุใต้ฝุ่น
2)พายุฤดูร้อน ส่วนมากจะเกิดระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยจะเกิดถี่ในทุกๆภาค
3) ลมงวง (เทอร์นาโด) เป็นพายุหมุนรุนแรงขนาดเล็กที่เกิดจากการหมุนเวียน ของลมภายใต้เมฆก่อตัวในทางตั้ง หรือเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง (เมฆคิวมูโลนิมบัส) ที่มีฐานเมฆต่ำ กระแสลมวนที่มีความเร็วลมสูงนี้จะ ทำให้กระแสอากาศเป็นลำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หรือย้อยลงมาจากฐานเมฆดูคล้ายกับงวงหรือปล่องยื่นลงมา ถ้าถึงพื้นดินก็จะทำความเสียหายแก่บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้างได้
1)พายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclone) ได้แก่ ดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน พายุใต้ฝุ่น
2)พายุฤดูร้อน ส่วนมากจะเกิดระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน โดยจะเกิดถี่ในทุกๆภาค
3) ลมงวง (เทอร์นาโด) เป็นพายุหมุนรุนแรงขนาดเล็กที่เกิดจากการหมุนเวียน ของลมภายใต้เมฆก่อตัวในทางตั้ง หรือเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง (เมฆคิวมูโลนิมบัส) ที่มีฐานเมฆต่ำ กระแสลมวนที่มีความเร็วลมสูงนี้จะ ทำให้กระแสอากาศเป็นลำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หรือย้อยลงมาจากฐานเมฆดูคล้ายกับงวงหรือปล่องยื่นลงมา ถ้าถึงพื้นดินก็จะทำความเสียหายแก่บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้างได้
แผ่นดินไหว(Earthquakes)หมายถึงการสั่นสะเทือนของพื้นดินอันเกิดขึ้นได้ทั้งจากการกระทำของธรรมชาติและ มนุษย์
ส่วนที่เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกโดยฉับพลัน
ตามแนวขอบของแผ่นเปลือกโลก หรือตามแนวรอยเลื่อน การระเบิดของภูเขาไฟ
การยุบตัวของโพรงใต้ดิน แผ่นดินถล่ม อุกาบาตขนาดใหญ่ตก เป็นต้น
ส่วนที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การระเบิดต่างๆ
การทำเหมือง สร้างอ่างเก็บน้ำใกล้รอยเลื่อน การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร
เป็นต้น
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้นเอง
และมีผลกระทบกับมนุษย์
ตัวอย่างเช่น
หมอก (Fog) คือ ละอองน้ำเล็ก ๆ
ที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำในบรรยากาศใกล้ผิวโลกหรือหมอก
คือเมฆที่เกิดในระดับใกล้พื้นโลกนั้นเอง เกิดจากการกลั่นตัวขนาดเล็ก
ทำให้เกิดน้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หมอกไรม์ บริเวณใกล้พื้นดิน
และมักเกิดในเวลากลางคืนหรือเช้า ๆ ที่อากาศเย็น
กลางวันไม่ค่อยมีหมอกและส่วนใหญ่จะเกิดกับบริเวณที่อากาศเย็นท้องฟ้าแจ่มใส
ไม่มีลมหรือลมมีเล็กน้อย
การเกิดน้ำค้าง น้ำค้างเกิดขึ้นจากละอองไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ
เพราะโดยปรกติแล้ว น้ำมีการระเหยกลายเป็นไอแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอากาศได้ทุกขณะ ในเมื่อความชื้นของอากาศยังมีน้อยไม่ถึงจุดอิ่มตัว แต่พออากาศอมเอาไอน้ำไว้ได้มากจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันจะไม่ยอมรับไอน้ำที่ระเหยอีกต่อไป
นอกจากมันจะได้ "คาย" ไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศก่อนแล้วนั้นออกไปเสียบ้าง
น้ำค้างแข็ง หรือ แม่คะนิ้ง ในภาษาอีสาน เหมยขาบ
จะเกิดขึ้นจากไอน้ำในอากาศที่ใกล้ๆกับพื้นผิวดินลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดน้ำค้าง
จากนั้นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ โดยอุณหภูมิยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
ไปจนถึงจุดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง น้ำค้างก็จะเกิดการแข็งตัวกลายเป็นน้ำค้างแข็ง
เกาะอวดโฉมตามยอดไม้ใบหญ้า
ฝนตก เกิดจาก น้ำโดนความร้อนจากแสงอาทิตย์จนทำให้ระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อไอน้ำมากขึ้น จะรวมตัวกันเป็นละอองน้ำเล็กๆ ปริมาณของละอองน้ำยิ่งมากขึ้นเรื่อยก็จะรวมตัวกันเป็นเมฆฝนพอมากเข้า อากาศก็ไม่สามารถพยุงละอองน้ำเหล่านั้นได้ น้ำก็จะหล่นลงมากลายเป็นฝน
จัดทำโดย
น.ส.นภัสสร ทัพพิจิตร์ ม.5/6 เลขที่ 16
น.ส.กิตตินันท์ จันจุติ ม.5/6 เลขที่ 24














น่าจะสรุปเป็นความคิดเห็นของตัวเองปิดท้ายบทความนะ
ตอบลบ